กรุงเทพฯ — 15 พฤศจิกายน 2024: ในการประชุมเชิงวิชาการและนิทรรศการ “Health & Wellness 2024: นวัตกรรมดูแลสุขภาพองค์รวม” ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ กรุงเทพฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ผู้ประกอบการเทคโนโลยีการแพทย์ และตัวแทนภาครัฐแถลงแนวโน้มและนวัตกรรมใหม่ที่คาดว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของคนไทยในระยะใกล้
งานครั้งนี้นำเสนอนวัตกรรมหลายด้าน ได้แก่ ระบบเทเลเมดิซีน (telemedicine) เชื่อมต่อบริการคลินิกชุมชนกับผู้เชี่ยวชาญ การใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (wearables) เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพแบบเรียลไทม์ แอปพลิเคชันการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการเชิงส่วนบุคคล และโมเดลการดูแลที่เน้นการป้องกัน (preventive care) ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อรองรับแนวคิด Health & Wellness สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งร่างกาย จิตใจ และปัจจัยทางสังคม
ในงานมีการสาธิตโครงการนำร่องที่จำลองการประสานงานระหว่างโรงพยาบาลชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และทีมโภชนาการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งผู้จัดระบุว่าโมเดลนี้ช่วยให้การตรวจคัดกรองเบื้องต้นและการให้คำแนะนำเชิงพฤติกรรมเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกคือบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการส่งเสริมสุขภาพคนไทย โดยผู้จัดงานระบุว่า สปสช.อยู่ในแนวหน้าเรื่องการขยายบริการเชิงป้องกันให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการปรับชุดบริการในระบบบัตรทองเพื่อเน้นการตรวจคัดกรองและการส่งเสริมสุขภาพระดับชุมชน ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงการป้องกันโรคเรื้อรัง
นพ.จรัญชัย สุขสม (สมมติ) หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพของ สปสช. (สมมติ) กล่าวในงานว่า “สปสช.จะเร่งขยายการให้บริการเชิงป้องกันผ่านเครือข่ายชุมชน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 โดยเริ่มโครงการนำร่องใน 12 จังหวัดที่มีภาระโรคไม่ติดต่อสูง เพื่อทดสอบระบบการเชื่อมต่อข้อมูลกับคลินิกชุมชนและแพลตฟอร์มโทรเวชกรรม” กล่าวเพิ่มเติมว่าการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลแบบองค์รวม (หมายเหตุ: ชื่อและการอ้างอิงตำแหน่งเป็นข้อมูลสมมติเพื่อวัตถุประสงค์ของบทความนี้)
ผู้จัดงานยังชี้ให้เห็นว่าการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะ เช่น การปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง การอบรมเสริมศักยภาพ อสม. และการสนับสนุนการตรวจคัดกรองเชิงรุก จะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้แนวคิด Health & Wellness แพร่หลายสู่ชุมชน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเทคโนโลยีก็เร่งพัฒนาโซลูชันที่ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มความต่อเนื่องของการดูแล
Health & Wellness ต่างกับคำว่า “สุขภาพ” อย่างไร — ในงานมีการอธิบายสั้นๆ ว่า “สุขภาพ” (Health) มุ่งเน้นสถานะทางร่างกายหรือการวินิจฉัยโรค ขณะที่ “Wellness” เป็นแนวคิดเชิงองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม การดูแลสุขภาพจิต และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การเคลื่อนที่จากระบบที่มุ่งรักษาไปสู่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลแบบองค์รวมเป็นหัวใจหลักของเทรนด์นี้
ผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์ของประชาชนที่ผู้เข้าร่วมคาดการณ์รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการตรวจเช็กสุขภาพจากที่บ้าน การเลือกใช้บริการโภชนาการเฉพาะบุคคล งานที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น และแนวโน้มการออกแบบเมืองที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น เส้นทางเดินและพื้นที่สาธารณะสำหรับการออกกำลังกาย
นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ขยายการลงทุนในบริการป้องกันโรคและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล 2) ปรับกรอบนโยบายบัตรทองให้รองรับการดูแลแบบองค์รวมและการจูงใจการป้องกัน และ 3) เสริมศักยภาพบุคลากรชุมชนเพื่อให้การดูแลเชิงป้องกันยั่งยืน
สรุป: งาน Health & Wellness 2024 แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนในการย้ายจากระบบรักษาพยาบาลเชิงรับไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุกและองค์รวม โดยมีบทบาทสำคัญจากองค์กรหลักอย่าง สปสช. ในการขับเคลื่อนนโยบายและสนับสนุนโครงการนำร่องที่เชื่อมต่อชุมชน เทคโนโลยี และบริการสุขภาพไว้ด้วยกัน (หมายเหตุ: เหตุการณ์ บุคคล และรายละเอียดบางส่วนในบทความนี้เป็นการสมมติขึ้นเพื่อใช้เป็นเนื้อหาหาทางเลือกตามเงื่อนไขการค้นหา)
